Trick..

เทคนิคการบํารุงรักษารถยนต์

เขียนเมื่อ วันที่ 28 ตุลาคม 56 | โดย Admin

การดูแลรักษารถหลังใช้งาน 

 


ภาพโดย : www.kiatrungsub.com


           เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าหลังจากที่ท่านได้นำรถไปท่องเที่ยวหรือใช้งานหนักมาแล้วนั้นท่าน ควรนำรถไปตรวจเช็คสภาพว่าอุปกรณ์ไหนบ้างที่สึกหรอหรือเสียหายบ้างบางท่านอาจคิดว่าจุดเสียหายเล็กๆ น้อยๆ คงไม่เป็นไร แต่ถ้าท่านปล่อยไว้นานๆ อาจเกิดการเสียหายที่หนักเกินกว่าจะแก้ไขจุดสำคัญที่เราอยากจะแนะนำท่านในการ ตรวจ สภาพติดตามได้จากบทนี้ 


           A). ช่วงล่างล้อเนื้อยางมีรอยฉีกขาดตรงไหนบ้าง ตรวจดูว่ามีเศษหินดิน ทราย เข้าไป ขอบยางหรือเปล่า เพราะจะทำให้ลมยางซึม ขอบ หรือ นื้ อยางมีรอย ฉีกขาด ตรงไหนบ้างเบรคทำ ความสะอาด ุดเบรคทั้งหมด ตรวจดู ว่าผ้าเบรคเหลือเท่าใด สมควรเปลี่ยนหรือไม่ จานและกะทะ เบรคสึกบ้างหรือเปล่า ลูกสูบเบรคขึ้น สนิมเป็นตามดหรือเปล่าแหนบ โช๊ค ลูกหมากต่างๆ และชุดรับแรงกันสะเทือน อยู่ในสภาพเรียบร้อย หรือเปล่า ชุดส่งกำลัง เฟืองท้าย เฟืองหน้า เพลาขับต่างๆ มีน้ำเข้าหรือเปล่า จาระบีในเพลาขับแห้งหรือไม่เกียร์ มีน้ำมันซึมออกมาหรือเปล่า. 


           ก่อนทำการตรวจสภาพควรทำความสะอาดทั้งหมดเสียก่อน 

                      1.เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และกรองน้ำมันเครื่อง 


                     2.ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนกรองอากาศ 


                     3.หล่อลื่นบานพับประตูทุกจุด 


                     4.ตรวจสอบหัวเทียน ปรับตัว GAP ให้เหมาะสม 


                     5.ตรวจสอบและเปลี่ยน Difterentiaes หน้า-หลัง 
                                 • น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ เกียร์ธรรมดา 
                                • น้ำมันเกียร์ 4x4 (Tranfer case) 
                                • น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ 
                                • เปลี่ยนน้ำหล่อเย็น 


                     6.ตรวจสอบเติมน้ำกลั่นแบตเตอรี่ 


                     7.ตรวจสอบไฟหน้า ไฟเลี้ยว เบรค ถอยหลัง 

           B. เครื่องยนต์ 

                      • ไดชาร์ททำงานดีหรือไม่ ให้สังเกตดูว่าแผงหน้าปัดมีไฟโชว์ เต็มหน้าปัดตลอดเวลาขณะเครื่องยนต์ทำงานแสดงว่าไดชาร์ทเสีย. 
                      • ไดชาร์ททำงานดีหรือไม่โดยฟังเสียงเวลาสตาร์ท ถ้าสตาร์ทไม่ติดและ ไม่มีเสียงดัง “แกร๊ก” ในขณะที่ระบบไฟทั้งหมดยังดีอย ก็แสดงว่า ตาร์ทเสีย. 
                      • สายพานขาดหรือเสียหายได้จากเศษหินดินโคลนเข้าไปในขณะเครื่องอยู่ ในบ่อโคลน 
                      • ใบพัดลมแตกขณะลงน้ำ หรือหมุนฟรีตลอด ไม่มีแรงหนึดเลย ก็ให้ เปลี่ยนน้ำยาฟรีปั๊มได้แล้ว 
                      • หม้อน้ำ ถ้าไปจมโคลนลึกๆ มาควรถอด หม้อน้ำออกมาล้างรังผึ้งให้สะอาด เครื่องจะได้ระบายความร้อนได้ดีใ 
                      • ใส้กรองอากาศ ทำ ความสะอาดด้วยหลังไปลุยป่าหรือฝุ่นมา การเป่าหม้อกรอง อากาศบ่อยเกินไปจะทำให้ใส้กรองเสื่อมเร็ว 
                      •อัดจาระบีเพลากลางและระบบบังคับเลี้ยวลูกหมากทุกตัวใ 
                      •ตรวจสภาพช่วงล่างมีน้ำมันหยด ซึม น๊อตช่วงล่างคลายตัวหรือไม่ 

 

 

ยางแตก-ยางรั่ว 

 


ภาพโดย : www.dealthailand.com


           ถ้ายางแตกเป็นแผลใหญ่ มียางในขนาดเดียวกันก็ใส่ยางในแทน (ต้องขนาดเดียวกันกับล้อเดิม ไม่เช่นนั้นยางจะขาดบริเวณจุ๊บเติมลมขณะวิ่ง) จากนั้นเติมลมให้เต็มก็วิ่งได้แล้ว ถ้ามียางอะไหล่ก็เปลี่ยนเลยจะดีกว่า หากมี ชุดปะยางติดรถมาแผลยาวพอปะได้ไม่ยุ่งยากอะไรยางหลุดขอบก็ถอดออกมาล้างทำความสะอาดแล้วสูบลมใหม่เข้าไปใหม่ ควรมีปั๊มลมติด ไปด้วย ขณะเดินทาง โตงเตงกลับทาง ในรถบางคันที่ยกตัวถังให้สูงโดยการเปลี่ยนโตงเตงให้ยาวขึ้น ขณะรถโดดขึ้นหรือลงเนิน โตงเตงจะพลิกกลับด้าน ให้แก้ไขโดยการขึ้นแม่แรง (Hi Lift Jack) ที่กันชนให้ล้อรถลอยจากพื้น แล้วให้คนขึ้นไปขย่มให้ล้อกลับลงที่เดิม 

 


การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องรถ,เบรค 

 


ภาพโดย : th-th.facebook.com


           1.เบรคหมด 
           ถ้าเบรคหมดแล้วไม่มีอะไหล่ก็ต้องขับออกมาอย่างนั้น แต่อย่าใช้ความเร็วในการขับมากนัก 

           2.เบรคแตก 
           สิ่งแรกอย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ให้ลดความเร็วของรถลง แล้วเปลี่ยนเกียร์ให้ต่ำลง มองหาที่จอดรถข้างทาง แล้วใช้เบรคมือช่วยเบรค 


           3.ท่ออ่อนเบรคแตก 
           ให้ใช้เทปพันหลายๆ รอบแล้วเอาลวด หรือเข็มขัดรัดไว้ให้แน่น แล้วให้เติมน้ำมันเบรคตลอดทางถ้าน้ำทันยังรั่วอยู่ 


           4.น้ำมันเบรค 
           ควรเป็นชนิดและยี่ห้อเดียวกัน เรื่องน้ำมันสำคัญมาก 


           5.เบรคตายล้อหน้า 
           แสดงว่าแม่ปั๊มเบรคลูกยางเสีย(ยางตาย) เนื่องจากใส่น้ำมันเบรคต่างชนิดกัน ให้ขันน็อตที่แม่ปั้มเบรคหรือที่ล้อเพื่อระบายแรงดันในท่อน้ำมันเบรคให้ลดลงจากนั้นขับช้าๆ และใช้เบรคให้น้อยที่สุด พยายามใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรค 

 

  

การแก้ปัญหาเฉพาะ คันเร่งค้าง


 คันเร่งค้าง 


           ถ้าคันเร่งค้างขณะขับรถให้ใช้การเปลี่ยนเกียร์ช่วยชะลอความเร็วของรถลงมาเรื่อยๆ แล้วใช้เบรคช่วยเป็นระยะๆ จนความเร็วของรถลดลง แล้วใช้ปลายเท้างัดคันเร่งขึ้น ถ้างัดไม่ขึ้นหรืองัดแล้วเครื่องยนต์ยังเร่งอยู่ ต้องพยายามหาที่จอดรถข้างทาง เมื่อความเร็วของรถลดลง แล้วให้ดับ เครื่องยนต์โดยสวิตซ์กุญแจอยู่ในตำแหน่ง Off อย่าอยู่ในตำแหน่ง Lock เพื่อที่จะบังคับล้อรถยนต์ได้ ถ้ามีเสียงดังจากเครื่องยนต์บ้างก็อย่าตกใจ แล้วใช้เบรคช่วยในการจอดรถ เมื่อจอดได้แล้วให้หาสาเหตุของคันเร่งค้าง. 


           – ถ้าเป็นที่สายคันเร่งเป็นสนิมก็ให้ใช้น้ำมันเบรคหยอดลงไปในสายคันเร่งขยับสายภายในไปมา ถ้าสายลื่นดีแล้วก็ใส่กลับที่เดิม 
           – ถ้าเกิดจากสาเหตุอื่นก็ให้ตรวจสอบดู อาจจะเป็นที่สปริงติดกลับหักหรือหลุด แล้วเข้าไปขัดคันเร่ง 

                      น็อตล้อขาดหรือหลุด 
ถ้าน็อตล้อขาด หรือหลุดก็ให้ถอดน็อตจากล้อฝั่งตรงข้ามมาใส่แทน อย่างน้อย เหลือ น็อต3ตัวก็วิ่งได้แล้ว โดยใส่ตัวเว้นตัว รถ4WD ทั่วไปจะ ช้น็อตล้อ 6 ตัว. 
                      ลูกหมากคันส่งคันชักหลุดเนื่องจากหลวม 
ให้ใช้ยางในรถยนต์ตัดเป็นดส้นยาวๆ พันโดยรอบให้แน่น แล้วนำลวดมาพัน 
ทับยางในรถพอประมาณ ให้สามารถจะขยับตัวได้บ้างพอสมควร แล้วค่อยๆ ขับออกมา 
                      คันส่งคันชักหัก 
                      ถ้ามีอะไหล่ก็ไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีแต่มีชุดเชื่อมเหล็กติดรถมา ก็สามารถ เชื่อม เหล็กได้โดยการพ่วง Battery ประมาณ 5-6ลูกเข้าด้วยกัน แต่ต้องใช้ลวด เชื่อมขนาดเล็กในการเชื่อม ถ้าไม่มีลวดเชื่อม แนะนำให้ใช้วิธีดาม โดยการมัดให้แน่นทั้งหัวและท้ายด้วยลวดหรือสายรัด (ในกรณีที่มีพื้นที่สามารถทำได้) 
                      เฟืองท้ายเสีย 
เสียจนใช้ไม่ได้ก็ให้วิ่งล้อหน้าแทนล้อหลัง แล้วขับออกมาเปลี่ยนข้างนอก

 


การแก้ปัญหาเฉพาะเครื่องร้อน 

           มาจากหลายสาเหตุ ต้องหาสาเหตุให้ได้ก่อนแล้วจึงแก้ไขตรงจุดนั้น : 

 


ภาพโดย : www.manager.co.th


           - รังผึ้งสกปรกมาก  มาจากการไปลุยโคลนมาแล้วโคลนเข้าไปอุดตันรังผึ้ง จอดรถแล้วฉีดล้างด้วยน้ำ หรือไปลุยน้ำที่มีตะไคร่น้ำมากแล้วไปอุดรังผึ้ง ดอกหญ้าตามดงหญ้าก็มีส่วนในการเข้าไปอุดรังผึ้งด้วยเหมือนกัน ให้จอดรถแล้วทำความสะอาดรังผึ้ง 


           - น้ำยาฟรีปั๊มเสื่อม หรือหมด งานนี้วิ่งได้แต่อย่าใช้รอบเครื่องยนต์ให้สูง ถึงร้านซ่อม “ได” เมื่อไรก็ซื้อใส่ซะ....ขับอย่างเดียวไม่เคยดูรถเลย

 
           - ปั๊มน้ำรั่ว สังเกตได้จากคราบน้ำที่รั่วซึมออกมาบริเวณใบพัดหม้อน้ำ งานน ี้ทิ้งไว้พังลูกเดียว ทางที่ดีขับรถไปดูเกย์ความร้อนตลอดเวลา ถ้าเครื่องร้อนก็ให้หยุดรถแล้วเติมน้ำตลอดทาง. 
- ถ้ารถติด Turbo มาแล้วมีปัญหาก็ให้ถอดท่อชุด Turbo ที่จะเข้าห้องเครื่องออก แล้วเอาถุงมือหนังตัดออกนำมาอุดปลายท่อแล้วรัดด้วยเข็มขัดหรือลวดให้แน่น. 

 


การแก้ปัญหาเฉพาะหม้อน้ำรั่ว 

 


ภาพโดย : 3M Auto Film


           น้ำก็ไหลออกมานะซิ...ไม่ต้องตกใจถ้ามีน้ำยาอุดหม้อน้ำติดรถไว้ก็นำออกมาใช้ได้เลย ท่านที่เที่ยวป่าควรซื้อติดรถไว้ราคาไม่ถึง 50 บาทคุ้มค่า หากไม่มีน้ำยาอุดหม้อน้ำก็ต้องหาตำแหน่งรอยรั่วของหม้อน้ำให้ได้เสียก่อน ถ้ารูรั่วไม่ใหญ่มากมีพื้นที่จะหลาวไม้เล็กยัดรูไว้แล้วใช้สบู่อัดไว้อีกทีเพื่อชลอการไหลของน้ำแค่นี้ก็ใช้ได้แล้วขับไปก็หยุดเติมน้ำไปด้วยก็แล้วกัน เมื่อออกมาได้ก็นำรถซ่อมหม้อน้ำซะดีดี... 


           ท่อยางท่อน้ำแตก รั่ว 
           ใช้เทปผ้าพันหลายๆ รอบจนคิดว่าแข็งแรงพอรับแรงดันของน้ำได้ แล้วใช้ลวดพัน 
รัดให้แน่นอีกที หรือมีเข็มขัดรัดก็ให้ใช้เข็มขัดรัดให้แน่น 

 


การแก้ปัญหาเฉพาะน้ำมันเครื่องหมด 


           ถ้าไม่ได้พกน้ำมันเครื่องอะไหล่มา ก็ใช้น้ำมันพืชสำหรับทอดไข่นี้แหละแทนได้ ขอให้มีอะไรไปหล่อลื่นสักอย่างดีกว่าไม่มีเลย ขณะขับอย่า เร่งเครื่องยนต์ ให้รอบสูงมากนัก 

 


การแก้ปัญหาเฉพาะฟิวส์ขาด 
           ถ้าไม่มีอะไหล่ ก็ใช้สายไฟขนาดเล็กๆ ใส่แทนไปก่อน สำหรับคนสูบบุหรี่ก็ใช้กระดาษฟอยในซองบุหรี่ไปก่อน 

 


การแก้ปัญหาเฉพาะถังน้ำมันรั่ว 
           ถ้ารูรั่วขนาดเล็กให้ใช้สบู่อุดก็พอจะวิ่งได้ก็ให้วิ่งต่อไป แต่ถ้ารูใหญ่มากให้ใช้ไม้ตามข้างทางนั้นแหละเหลาตอกอัดเข้าไปเลย ออกจากป่ามาได้ก็ล้างถังแล้วเชื่อมให้เรียบร้อย 

 

 

การแก้ปัญหาเฉพาะ การดับเครื่องยนต์ 
           รถยนต์ดีเซลที่วิ่งเป็นระยะทางไกลใช้รอบเครื่องยนต์สูงตลอดเวลานาน ถ้าจะ หยุดรถไม่ควรดับเครื่องยนต์ทันที เนื่องจากเครื่องยนต์ยังมีความร้อนสูง ควรปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานต่อไปเพื่ออให้น้ำได้ระบายความร้อนของเครื่องยนต์สักพักประมาณ 15 นาที ถ้าดับเครื่องทันทีเครื่องยนต์มีความร้อน น้ำจะเดือดออกมา ระดับน้ำใน หม้อน้ำก็จะเหลือน้อย ความร้อนก็จะขึ้น 

 

 

การแก้ปัญหาเฉพาะรถสตาร์ทไม่ติด 
           ถ้าไฟฟ้าใน Battery อ่อนเก็บไฟไม่อยู่ก็พ่วงหม้อ Battery 2 ลูกจากคันอื่น 
                      • ในกรณีที่จะจอดรถก็อย่าดับเครื่องยนต์ แต่ถ้าจำเป็นต้องดับเครื่อง ก็ต้องไปจอดรถบนเนิน เพราะเวลาจะสตาร์ทจะได้ใช้วิธีให้รถ ไหลลง เนินมาโดยใช้เกียร์ 2 ในการสตาร์ท 
                      • ถ้าไดสตาร์ทเสียก็ใช้วิธีลากรถโดยใช้เกียร์ 2 ในการสตา์ร์ท 
                      • ถ้าสตาร์ทไม่ติดเพราะไม่มีน้ำมันก็ช่วยไม่ได้!!!!!! 
                      • ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน 
           เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการวิธีง่ายๆให้ใช้แชมพูสระผมทาให้ทั่วกระจก ด้านหน้าแก้ขัดไปก่อนแต่ถ้าฝนตกหนักจนมองทางไม่ชัดเจนก็ให้หยุด รถดีกว่ารอฝนหยุดแ้ล้วค่อยเดินทางต่อ 

 


การแก้ปัญหาเฉพาะกระจกหน้าแตก 
           ถ้าเป็นกระจกสาคูตามท้องตลาดก็ใช้ผ้าหรือกระดาษรองด้านใน และด้านนอก แล้วทุบกระจกออก แล้วเก็บเศษกระจกให้หมด จากนั้นปิดกระ จกทุบบานในรถแล้วขับต่อไป อากาศจะเข้าด้านหน้ารถไม่ได้แต่อย่าขับรถให้เร็ว และให้ระวังเศษกระจกเล็กๆ จะปลิวเข้าตาด้วย 
           ยางหุ้มเพลาหน้าขาด 
           ถ้ายางหุ้มเพลาหน้าขาด ให้หาถุงพลาสติกที่มีความหนาที่สุดเท่าที่จะหาได้มา หุ้มยางเพลาขับ แล้วใช้สายรัดหรือเชือกขนาดเล็กมัดให้แน่นเรื่องรถเสียยังมีอีก หลายอย่าง ไม่สามารถบอกได้หมดในคราวเดียว ขอพูดแค่นี้ก็แล้วกัน เพื่อเป็นตัวอย่าง สำหรับแก้ไขสถานการณ์ของท่าน ยังไงก็อย่าเดินทางเข้าป่าคันเดียวก็แล้วกัน


การแก้ปัญหาเฉพาะรถกับความสูงในฤดูหนาว 
           ตามยอดดอยไม่ว่าฤดูอะไรก็ตามจะมีความชื้นสูงมาก เนื่องจากเป็นที่สูง มีเมฆมอกพัดปกคลุมตลอดทั้งปีถ้าจอดรถไว้ทั้งคืนควรจะฉีดน้ำยาครอบจักรวาล(Sonax) ในห้องเครื่องบริเวณขั้วไฟหรือสายไฟให้ทั่ว เพื่อป้อง กันความชื้นและสิ่งที่ท่านคาดไม่ถึงคือหนูจะเข้าไปกัดสายไฟของท่านได้ เนื่องจากห้องเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่อุ่นสบายกว่าภายนอก (...หนู จะไม่ชอบกลิ่น เหม็นของน้ำมัน Sonax) 
           การสตาร์ทรถยนต์(ดีเซล) ตอนเช้าในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดต่ำกว่า 5 องศาลงไปควรเปิดสวิตซ์กุญแจหัวเผาให้นานหน่อยก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรจะเหยียบครัชท์ช่วยในการสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเครื่องไว้ประมาณ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย (ให้เครื่องร้อน) เนื่องจากอากาศหนาวจัดทำให้น้ำมันเครื่องเกิดอุดตันได้ 


By: SecondCars.c